วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561

ปัญหา คือ เราต้องอยู่กับสิ่งปรุงแต่ง

ปัญหา คือ เราต้องอยู่กับสิ่งปรุงแต่ง

มันปรุงแต่งเรา เราก็ปรุงแต่งสิ่งอื่นต่อไป , ภาระหนัก & ทุกข์ ก็เกิดขึ้น

การปรุงแต่ง คือ เมื่อสิ่ง ๒ อย่าง ถึงกัน ก็ปรุงแต่งกัน

เมื่อเหตุปัจจัยเป็นอย่างนี้ ผลก็เป็นอย่างนี้ , เมื่อเหตุปัจจัยเป็นอย่างอื่น ผลก็เป็นอย่างอื่น

เมื่อเหตุปัจจัยดับ ผลก็ดับ , เมื่อเหตุปัจจัยไม่มี ผลก็ไม่มี

การปรุง ผู้ปรุง ผู้ถูกปรุง เรียกว่า สังขาร เสมอกัน

จะดีหรือชั่ว เป็นสิ่งสมมุติ ตามความรู้สึก

เราโง่ต่อการปรุงแต่ง ก็ปรุงแต่งอย่างโง่ ๆ แล้วยึดถือความปรุงแต่ง ได้ผลเป็นทุกข์

แม้ปรุงอย่างไม่โง่ ก็เป็นภาระหนักอยู่เอง

ไม่ปรุง - ไม่ถูกปรุง - ไม่ยึดถือการปรุง จึงสงบ

ปรุงไปในทางดับ ดับการปรุง คือ ไม่ปรุง ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่มีการยึดถือ ก็ไม่ทุกข์

ปรุงปัญญา ที่เป็นไปเพื่อดับ มีประโยชน์

หยุดปรุง - ไม่ยึดถือการปรุง - สิ่งปรุง มันก็อยู่เหนืออำนาจ อิทัปปัจยตา

โดยไม่ถือเอา อิทัปปัจยตา เป็น ตัวกู ของกู

..

พระอาจารย์พุทธทาสภิกขุ

..

ปล. ปรากฏการณ์ ทุกอย่าง , ชีวิต เป็นเพียงกระแส อิทัปปัจยตา

สังขารทั้งปวง เป็นกระแส & อาการ แห่ง อิทัปปัจยตา

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

ให้อยู่กับผู้ดู ให้ผู้ดูเด่น อย่าให้สิ่งที่ไปดูเด่น

" ให้อยู่กับผู้ดู ให้ผู้ดูเด่น อย่าให้สิ่งที่ไปดูเด่น "

อย่าไปวิตกวิจารณ์ใดๆ ให้แค่รู้ ทําแบบนี้จะพัฒนาการต่อไปเอง
เราไปทําให้เกิดต่อไม่ได้ มันจะเกิดต่อของมันเอง
จากความเคยชินที่ใจ
จะทําให้เราหมดผู้เข้าไปดู  หมดผู้เข้าไปกระทํา
จะเหลือแต่รู้ เป็นขณะๆ ไปกับปัจจุบัน

เห็นตรงนี้ได้ จะรู้ได้ด้วยใจตนเอง
หมดความลังเลสงสัย
ปัญญาจะเกิดจากการเจริญวิปัสสนา

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2561

การปฏิบัติกรรมฐานต้องใจเย็น

การปฏิบัติกรรมฐานต้องใจเย็น และใช้เวลาในการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
อย่าทำบ้าง ไม่ทำบ้าง หรือทำๆหยุดๆ หรือได้ยินคนอื่นพูดถึงเรื่องแปลกๆเรองอัศจรรย์ทางจิต ทำให้หูผึ่ง และอยากปฏิบัติขึ้นมา เพราะอยากให้ตนเองมีประสบการณ์เช่นนั้นๆ บ้าง แล้วลงมือปฏิบัติ การปฏิบัติแบบนี้จะไม่ก้าวหน้า หรือจะทำให้ติดขัดกับการปฏิบัติ เพราะลงมือปฏิบัติด้วยความอยาก
     ใครที่ปฏิบัติแล้วรู้สึกว่าติดขัด ไม่ก้าวหน้า ให้หยุด วางใจให้เป็นกลางๆ และหันมาพิจารณาการปฏิบัติของตน เช่น พิจารณาเราปฏิบัติมากน้อยแค่ไหนต่อวัน ขณะปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะต่อเนื่องหรือไม่มากน้อยเพียงใด ขณะปฏิบัติจิตมีความอยาก มีความยินดีพอใจใน รูป-เสียง-กลิ่น-รส-สัมผัส-ธรรมารมณ์ มีความพยาบาทลึกๆภายในหรือไม่ จิตอ่อนล้าง่วง เคลิ้ม หรือจิตวิตกฟุ้งซ่านขาดสติ หรือลังเลสงสัยในสภาวะธรรมสงสัยวิธีปฏิบัติหรือไม่
     ถ้าติดอยู่กับอันใดอันหนึ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วางใจเป็นอุเบกขาวางใจเป็นกลาง มีสติอยู่กับสภาวะปัจจุบัน พิจารณาเวทนา และธรรมที่เป็นข้าศึกหรือตรงข้ามกับสิ่งที่เราติดชัดนั้น
     การปฏิบัติก็จะก้าวหน้า ผ่านพ้นไปตามขั้นตามลำดับ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้สนใจปฏิบัติทุกท่าน เพียรรักษาการปฏิบติต่อไปอย่างต่อเนื่อง
สาธุ เจริญพร ขอให้ทุกท่านมีความเจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป

วันศุกร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2561

บางคนเข้าใจว่าการนั่งนี้แหละเป็นสมาธิ

บางคนเข้าใจว่าการนั่งนี้แหละเป็นสมาธิ แต่ความเป็นจริง การยืน การเดิน การนั่ง การนอน ก็เป็นการปฏิบัติทั้งนั้น ทำสมาธิให้เกิดได้ทุกขณะ สมาธิหมายตรงเข้าไปว่า ความตั้งใจมั่น การทำสมาธิไม่ใช่การไปกักขังตัวไว้

บางคนก็เข้าใจว่า “ฉันจะต้องหาความสงบ จะไปนั่งไม่ให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเลย จะไปนั่งเงียบๆ” อันนั้นก็คนตาย ไม่ใช่คนเป็น

การทำสมาธิคือทำให้รู้ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้มีปัญญา

สมาธิคือความตั้งใจมั่น มีอารมณ์อันเดียว

อารมณ์อันเดียวคืออารมณ์อะไร คืออารมณ์ที่ถูกต้อง นั้นแหละเรียกว่า "อารมณ์เดียว"

.
จากกัณฑ์เทศน์ น้ำไหลนิ่ง STILL, FLOWING WATER
หลวงปู่ชา สุภัทโท  Ajahn Chah

วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2561

ทำยังไงถึงจะถึงฐาน

" ทำยังไงถึงจะถึงฐาน ... ทำไมต้องทำล่ะ เราไม่ได้ทำนะ
จิตจะถึงฐาน ไม่ถึงฐาน เราทำเองไม่ได้ จิตจะตั้งมั่น หรือไม่ตั้งมั่น ทำไม่ได้
ทำให้ตั้งมั่นก็ไม่ได้ ทำให้ถึงฐานก็ไม่ได้ ทำให้เห็นไตรลักษณ์ก็ไม่ได้

คำว่า *ทำ* เป็นคำแสลงเลยแหละ - ไม่ต้องคิดจะทำ
แค่คิดจะทำก็ผิดแล้ว นึกออกไหม
ทำไมเราต้องทำโน้น ทำนี่ ทำนั่นล่ะ หน้าที่เราแค่รู้กายรู้ใจ
รู้เพียงพอเมื่อไหร่ มันถึงฐานเองเมื่อนั้น
รู้เพียงพอเมื่อไหร่ จิตตั้งมั่นเองเมื่อนั้น
รู้เพียงพอเมื่อไหร่ ปัญญาเกิดเมื่อนั้น "

.
-- ฆราวาสธรรม อาจารย์สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา คอร์สรู้กายรู้ใจ พื้นฐานสู่ความรู้แจ้ง วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๙

หลักสำคัญ ในการเรียนรู้ธรรม


หลักสำคัญ ในการเรียนรู้ธรรมนะ
คือการเปลี่ยนจากจิตที่หลงตลอดกาล
เป็นจิตที่ตั้งมั่น กระบวนการนั้นพระพุทธองค์
ได้ทรงตรัสไว้แล้วคือการสำรวมในทวารทั้งหลาย
การสำรวมคือไม่เพลิน รู้เท่าชอบไม่ชอบ
ที่เกิดขึ้นเพราะทวารนั้นๆ จิตไม่แส่ส่าย
คือไม่ดิ้นไปกับอารมณ์
จิตจะตื่นพร้อม ร่างกายก็ผ่อนคลายไม่เครียดเกร็ง

เมื่อดำเนินอยู่แบบมีความสุขเสมอจิตก็ไม่ซัดส่าย
ย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นธรรม
คือความเป็นเช่นนั้นเองซึ่งแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

ล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม

"ปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม" วันหนึ่งท่านว่ายทวนน้ำได้อธิบายเกี่ยวกับการปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรมให้ฟังว่า ว่ายทวนน้ำ : คุณรู้ไหมว่าหลักการบำเพ็ญที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ "ให้ปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม" แต่คนไม่ค่อยรู้กัน ถึงจะเคยได้ยินแต่ก็ไม่กล้าลองทำจริง ๆ หรือทำกันไม่เป็น ผม : แล้วจริง ๆ มันต้องทำยังไงครับ? ผมก็ทราบแต่เพียงคำสอนที่ว่า "ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" แค่นั้นเอง ว่ายทวนน้ำ : เอาจะเล่าให้ฟัง ตอนประมาณพรรษาสองฉันจะชอบเข้าไปนั่งในถ้ำตอนกลางคืน แต่ไม่ได้เข้าไปลึกนะห่างจากปากถ้ำประมาณ 10-20 เมตร ในถ้ำมีสัตว์มีพิษเยอะ เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง ปรากฏว่าคืนหนึ่งฉันนั่งหลังพิงผนังถ้ำอยู่ฉันได้ยินเสียงร้อง "แต๊กๆๆ" มาอยู่ใกล้ ๆ ฉัน ผม : เสียงอะไรครับแต๊กๆๆ? ว่ายทวนน้ำ : งูจงอางจะร้องเสียงแบบนั้น แต่ถ้างูเห่าจะร้อง "ป๊อกๆๆ" บังเอิญตอนนั้นฉันไปนั่งขวางโพรงมันอยู่ โพรงมันอยู่ด้านหลังเหนือไหล่ซ้ายฉัน มันเห็นฉันนั่งขวางโพรงมันอยู่มันก็แผ่แม่เบี้ยออกมา ฉันเห็นปุ๊ปฉันมีความกลัวขึ้นมา แต่ทีนี้ฉันก็คิดว่าฉันจะปล่อยให้ร่างกายเป็นเรื่องของกรรม ถ้ามีกรรมก็โดนกัด ถ้าไม่มีกรรมไม่โดน ปัดให้เป็นเรื่องของวิบากกรรมเลย เอาเลยเชิญ ทีนี้พอฉันปัดทุกอย่างให้เป็นเรื่องของกรรมปุ๊ปจิตมันนิ่งเลยนะ ความกลัวมันดับหายเลย ไอ้จงอางก็แผ่แม่เบี้ยฟ่อ ๆ อยู่พักนึง ฉันก็ดูมันแบบไม่มีความรู้สึกกลัวอะไรเลยเพราะตอนนั้นจิตมันลงเชื่อกรรม 100% แล้ว มันขู่อยู่พักนึงมันก็เลื้อยขึ้นมาบนตัวฉันพาดไปที่ไหล่ซ้ายเข้าโพรงไปลอกคราบ แล้วฉันก็รอดมาได้ไม่ถูกงูกัด นี่แหละคือการ "ปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม" ถ้าปล่อยได้จริงจะเป็นการยกระดับจิตขั้นสูง มันจะเห็นเลยว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความคิดเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องของจิต กรรมเป็นเรื่องของกาย แต่จิตเป็นเรื่องของว่าง ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่นหลายรูปได้อะไรดี ๆ จากเหตุการณ์แบบนี้เยอะมากตอนเจอช้างป่า เจอหมี เจออสรพิษ ท่านจะปัดลงกรรมเลย เอาเลยถ้ามีกรรมกูโดน ไม่มีกรรมกูไม่โดน ถ้าผ่านตรงนี้ได้มันเห็นสภาวะของจิตสว่างเลย ความกลัวตายดับเลย ผม : โห จะมีสักกี่คนที่กล้าทำแบบนี้ครับ? ว่ายทวนน้ำ : คือจริง ๆ ในชีวิตประจำของคุณที่อยู่ทางโลกคุณก็ทำได้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยเชื่อกรรมกันจริง อย่างคราวก่อนฉันทดสอบคนนึง เขาเอาเงินมาให้ฉันหลายหมื่นฉันก็วางมันทิ้งไว้บนโต๊ะนั่นแหละ ไม่เก็บให้ลับตาแล้วฉันก็บอกเขาว่า "ไป ออกไปข้างนอกกัน" ฉันเดินออกมาแล้ว แต่เขาพยายามจะเอาเงินเก็บเข้าตู้ จะล๊อกกุญแจบ้านให้ดีเพราะกลัวเงินจะหาย ฉันบอกว่า "ฮ้ายยย เงินมันรู้เรื่องมั้ยน่ะ? เงินมันไม่รู้เรื่องอะไรเลย มีแต่ความคิดของคุณเท่านั้นที่บ้ากับมัน กลัวมันหาย กลัวมันโดนขโมย หัดปล่อยชีวิตไปตามดวงบ้างสิ ถ้ามีกรรมก็หาย ไม่มีกรรมไม่หาย" เขาก็งงว่าทำไมฉันสอนแบบนี้ ก็ไม่แปลกที่เขาจะงง เพราะคำสอนทางโลกน่ะจะสอนให้ระมัดระวังให้มากที่สุด เก็บให้ดี ทำอะไรต้องเซฟตี้ที่สุด แต่ในทางธรรมคุณต้องไม่ต้องคิดอะไร ให้ดับความคิดที่มีต่อทุกสิ่ง ให้อยู่แบบปราศจากความวิตกกังวลต่อสิ่งต่าง ๆ ให้มากที่สุด อุบายการปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรมนี่แหละตัวสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้ดับความวุ่นวายในจิตได้เยอะมาก และถ้าเชื่อกรรมได้จริงจิตคุณจะยกระดับเร็วมาก นี่เคล็ดลับของการภาวนาเลย ตั๊กม้อถึงวางไว้ให้เป็นข้อ 1 ของหลัก 4 ประการในการบำเพ็ญ ผม : ผมเข้าใจมาตลอดว่าถ้าเราระมัดระวังดีแล้ว เช่น เอาทองไปเก็บในเซฟธนาคารยังไงก็ไม่หายแน่นอน ว่ายทวนน้ำ : ถ้าจังหวะวิบากกรรมมาถึงมันจะมีเหตุให้หายหรือสูญเสียครับ ต่อให้อยู่ในเซฟธนาคารก็ช่วยไม่ได้ คุณก็น่าจะเคยเห็นข่าวนี่ บางทีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารแท้ ๆ หายไปไหนไม่รู้ ถูกโอนไปบัญชีอื่น ถูกเจ้าหน้าที่ธนาคารยักยอก ของอยู่ในตู้เซฟบางทีก็โดนเอาไปได้ลงข่าวเยอะแยะ ดังนั้น การพยายามปกป้องรักษาสิ่งของรักษาชีวิตของคุณน่ะไม่เกินกรรมหรอก มันเปลี่ยนวิบากกรรมไม่ได้ คุณเคยเห็นไหมบางคนสูบบุหรี่ทั้งชีวิต กินเหล้าทั้งชีวิตไม่เป็นมะเร็ง แต่คนที่รักษาสุขภาพอย่างดี กินอาหารชีวจิต ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อยู่ดี ๆ กลายเป็นโรคร้าย อยู่ดี ๆ ตรวจเจอมะเร็งขั้นสุดท้ายก็มี บางทีเกิดอุบัติเหตุตายหรือพิการก็มี คือการพยายามดูแลรักษาสุขภาพจนเกินเหตุคิดว่าจะเปลี่ยนเวลาตายได้นั่นก็คือการไม่เชื่อกรรมประการหนึ่งครับ ถ้าถึงคราววิบากกรรมมาถึงต่อให้คุณดูแลรักษาร่างกายดีแค่ไหนยังไงก็ตาย ยังไงก็โดน วิบากกรรมใหญ่กว่าความดิ้นรนพยายามรักษาร่างกายของคุณครับ ยิ่งบ้าดูแลรักษาสุขภาพมากเท่าไหร่นั่นแหละยิ่งเป็นการไม่เชื่อกรรมมากเท่านั้น และจิตจะยกระดับขั้นสูงไม่ได้ เรื่องเชื่อกรรมนี่สำคัญมาก ผม : แล้วแบบนี้เวลาผมเดินข้ามถนนผมไม่ต้องดูรถซ้ายขวาเลยหรือครับ? ว่ายทวนน้ำ : ไม่ต้องถึงขนาดนั้นก็ดูไปตามปกติแต่ไม่ต้องวิตกกังวลอะไร อย่าโอเว่อร์ในการดูเกิน ไม่ต้องพยายามจะปกป้องอะไรมากเกินไปกว่าทำอะไรไปปกติธรรมชาติ คือถ้าคุณมีกรรมนะต่อให้คุณดูรถซ้ายขวาดีแล้วแค่ไหนมันจะเหตุให้คุณโดนครับ เช่น ไอ้รถเลนอื่นมันยางแตกพอดีวิ่งออกนอกทางมาชนคุณซึ่งไม่ได้อยู่ในเลนมัน บางทีไอ้รถคันหลังมันแซงขึ้นมาพอดีมันไม่เห็นคุณ คุณก็ไม่เห็นมันแล้วก็ชนเข้าให้ กรรมมันจะดลให้คุณโดนแม้ว่าคุณจะระวังดีแล้ว ผม : แล้วถ้าอย่างผมเจ็บป่วยนี่ผมไม่ต้องไปรักษาเลยหรือครับ? ว่ายทวนน้ำ : ถ้าคุณหมดกรรมมันจะมีเหตุให้หายไปเองครับ เช่น อย่างหลวงปู่ชาเคยเป็นมาเลเรียหนักมากท่านก็ไม่รักษา คือกายจะป่วยช่างมันกูไม่สน กูจะปล่อยให้กรรมเป็นเรื่องของกาย ส่วนจิตกูจะไม่ออกจากความว่าง ความเจ็บป่วยแค่นี้ลวงให้กูออกจากความว่างไม่ได้ ลวงให้เกิดความวิตกกังวล ลวงให้เกิดความกลัวตายไม่ได้หรอก แล้วก็กลายเป็นว่าท่านหายจากมาเลเรียเอง แล้วท่านก็ได้อะไรดี ๆ กลับมาจากการปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม ท่านรักษาจิตอย่างเดียว กายปล่อยเป็นเรื่องของกรรม ถ้าคุณเจ็บป่วยต่อคุณไม่ดิ้นรนรักษามันจะมีเหตุการณ์มาบีบให้หายครับถ้าหมดกรรม เช่น บีบให้เจอหมอถูกคน ถ้าแต่ไม่หมดกรรมหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่หาย บางทีตรวจไม่เจอด้วยว่าเป็นอะไร อย่างหลวงตามหาบัวตอนนั้นเป็นมะเร็งหนักมากท่านเตรียมงานศพตัวเองเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏมีหมอจีนคนนึงปรากฏตัวขึ้นและเอายาจีนมาให้ท่านก็บอกว่าจะขอลองเป็นตัวสุดท้าย ปรากฏพอกินแล้วเฮ้ยมันหาย เนี่ยคือลักษณะของจังหวะหมดวิบากมันจะมีเหตุการณ์มาดลๆๆ แล้วก็ทำให้หาย ดังนั้น สำหรับนักภาวนาขอให้นำเรื่องการ "ปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม" นี้มาใช้ให้มาก ปล่อยทั้งชีวิตของตัวเองและชีวิตของผู้อื่นไปตามลิขิตกรรม ความวุ่นวายทางจิตจะดับลง มันจะหยุดเสือก หยุดเมตตา หยุดหวังดี หยุดวิตกกังวล หยุดกลัวตาย หยุดอะไรอีกเยอะแยะมากมาย นั่นแหละคือการดับความวุ่นวายทางจิต นั่นแหละคือการ "หยุดคิด" ยิ่งดับความวุ่นวายทางจิตได้มากเท่าไหร่ คุณก็อยู่กับความว่างมากเท่านั้น อยู่กับจิตเดิมแท้มากเท่านั้น อยู่กับ "ถ้วยไร้ชา" มากเท่านั้น แหละจิตก็จะยกระดับเข้ากระแสอริยบุคคลได้เร็วมากถ้าเชื่อกรรมจริงเข้ากระแสโสดาบันไปประมาณ 50% แล้ว จึงเป็นเรื่องที่นักภาวนาจะมองข้ามไม่ได้ในเรื่องของ "การปล่อยชีวิตไปตามลิขิตกรรม"