วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2558

ลมหายใจเข้าของเรา



รามักคิดว่าเรายั่งยืนกว่าลมหายใจเข้าของเรา
แต่นั่นไม่ใช่ความจริง เราเป็นดั่งลมหายใจของเราเอง
ครั้งหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงถามพระสาวกว่า
ชีวิตมนุษย์นั้นยืนยาวสักเพียงใด ?
สาวกรูปหนึ่งทูลตอบว่า 100 ปี
สาวกอีกรูปหนึ่งทูลตอบว่า 50 ปี
สาวกอีกรูปทูลตอบว่า 1 วันกับอีก 1 คืน
และแล้วสาวกรูปหนึ่งก็ทูลตอบว่า .....
"อายุคนเรานั้นยาวเพียงหนึ่งลมหายใจของเราเอง"
พระพุทธองค์กล่าวกับสาวกรูปนั้นว่า ถูกต้องแล้ว
ท่านได้เห็นความจริงแห่งชีวิตมนุษย์แล้ว ....
ชีวิตคนเรานั้นยืนยาวเพียงแค่หนึ่งลมหายใจเท่านั้น
แท้จริงแล้วอาจสั้นกว่านั้นเสียอีก
เพราะในขณะที่เธอหายใจเข้า เธอได้กลายเป็นคนอีกคนแล้ว
...และ "เธอ" ที่อยู่ที่นั่นก่อนหายใจเข้า
...ก็มิได้เป็น "เธอ" หลังหายใจเข้าอีกต่อไปแล้ว
ถ้าเธอรู้ว่าผู้ที่เข้าพึ่งและสิ่งที่เราเข้าพึ่งนั้น
แท้จริงแล้วคือ "หนึ่งเดียวกัน"
เธอย่อมสามารถเข้าใจถึงเหตุผลเมื่อเรากล่าวว่า ...
ให้เข้าพึ่งลมหายใจเข้าหนึ่ง ลมหายใจของเราเอง ......
ในขณะที่เราหายใจเข้า
เราสามารถอยู่กับลมหายใจเข้าของเรา
เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง
หากเรารู้วิธีที่จะเข้าพึ่งลมหายใจเข้า
เราย่อมสามารถที่จะเข้าพึ่งลมหายใจออกของเราได้เช่นกัน ...
※ ท่านติช นัท ฮันห์
มหาเถระแห่งพุทธศาสนามหายานนิกายเซ็นชาวเวียดนาม
____________
ที่มา : ZEN

วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2558



อ่านพระสูตรนี้ทีไรน้ำตาคลอ อีโมติคอน kiki
‪#‎ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ‬
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
ภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก
เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด
บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด
ด้วยตั้งใจว่า คนมีตาดี จักได้เห็นรูป ดังนี้
พระองค์ทรงประกาศธรรม
โดยอเนกปริยายอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า
พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ
ขอพระองค์จงทรงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสก (อุบาสิกา)
ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
-----------
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้เบียดเบียน
เราจักเป็นผู้ไม่เบียดเบียน.
เมื่อผู้อื่นกระทำปานาติบาต
เราจักเว้นขาดจากปานาติบาต.
เมื่อผู้อื่นกระทำอทินนาทาน
เราจักเป็นผู้เว้นขาดจากอทินนาทาน.
เมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์
เราจักเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์.
เมื่อผู้อื่นพูดเท็จ
เราจักเว้นขาดจากการพูดเท็จ.
เมื่อผู้อื่นพูดส่อเสียด
เราจักเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด.
เมื่อผู้อื่นพูดคำหยาบ
เราจักเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ.
เมื่อผู้อื่นพูดเพ้อเจ้อ
เราจักเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ.
เมื่อผู้อื่นมากด้วยอภิชฌา
เราจักเป็นผู้ไม่มากด้วยอภิชฌา.
เมื่อผู้อื่นมีจิตพยาบาท
เราจักเป็นผู้ไม่มีจิตพยาบาท.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาทิฏฐิ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาสังกัปปะ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาสังกัปปะ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาวาจา
เราจักเป็นผู้มีสัมมาวาจา.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉากัมมันตะ
เราจักเป็นผู้มีสัมมากัมมันตะ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาอาชีวะ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาอาชีวะ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาวายามะ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาวายามะ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาสติ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาสติ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาสมาธิ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาสมาธิ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาญาณะ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาญาณะ.
เมื่อผู้อื่นมีมิจฉาวิมุตติ
เราจักเป็นผู้มีสัมมาวิมุตติ.
เมื่อผู้อื่นมีถีนะมิทธะกลุ้มรุม
เราจักเป็นผู้ปราศจากถีนะมิทธะ.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ฟุ้งซ่าน
เราจักเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน.
เมื่อผู้อื่นมีวิจิกิจฉา
เราจักเป็นผู้ข้ามพ้นวิจิกิจฉา.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้มักโกรธ
เราจักเป็นผู้ไม่มักโกรธ.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ผูกโกรธ
เราจักเป็นผู้ไม่ผูกโกรธ.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ลบหลู่คุณ
เราจักเป็นผู้ไม่ลบหลู่คุณ.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้แข่งดี
เราจักเป็นผู้ไม่แข่งดี.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ริษยา
เราจักเป็นผู้ไม่ริษยา.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ตระหนี่
เราจักเป็นผู้ไม่ตระหนี่.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้โอ้อวด
เราจักเป็นผู้ไม่โอ้อวด.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้มีมารยา
เราจักเป็นผู้ไม่มีมารยา.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้กระด้าง
เราจักเป็นผู้ไม่กระด้าง.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ดูหมิ่นท่าน
เราจักเป็นผู้ไม่ดูหมิ่นท่าน.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ว่ายาก
เราจักเป็นผู้ว่าง่าย.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้มีมิตรชั่ว
เราจักเป็นผู้มีมิตรดี.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ประมาท
เราจักเป็นผู้ไม่ประมาท.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
เราจักเป็นผู้มีศรัทธา.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ไม่มีหิริ
เราจักเป็นผู้มีหิริ.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ
เราจักเป็นผู้มีโอตตัปปะ.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้มีสุตตะน้อย
เราจักเป็นผู้มีสุตตะมาก.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ขี้เกียจ
เราจักเป็นผู้ปรารภความเพียร.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้มีสติอันลืมหลง
เราจักเป็นผู้มีสติตั้งมั่น.
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้มีปัญญาทราม
เราจักเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา.
ม. มู. ๑๒/๗๘/๑๐๖.

วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2558



."ดูก่อน กษิติครรภ์ ในยุคอนาคตหากมีเทวดาและมนุษย์ที่เมื่อหมดบุญวาสนาแล้วต้องตกอบายภูมิ"..
.."หากกำลังจะตกหรือได้ไปถึงประตูนรกแล้ว หากสรรพสัตว์เหล่านั้น สามารถระลึกถึงพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง หรือพระธรรมเพียง 1 บาท หรือ 1 บท"..
.."เธอจงใช้พลานุภาพหาวิธีช่วยเหลือเขาเหล่านั้น เธอจงไปยังสถานที่ที่เขาเหล่านั้นอยู่ แล้วจงปรากฎกายไปช่วยให้พวกเขา พ้นจากนรกต่างๆ"..
.."จงยังให้พวกเขาไปเกิดและเสวยสุขยังเทวโลกเถิด"..
.."มนุษย์และเทวดาในอนาคตและปัจจุบัน ตถาคตขอมอบหมายให้เธอ..จงใช้อุปายะและฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ อย่าให้พวกเขาตกอบายภูมิ"..
กษิติครรภ์โพธิสัตว์มูลปณิธานสูตร
พระตรีปิฎกธราจารย์ศึกษานันทะ แห่งราชวงศ์ถัง แปลจากภาษาสันสกฤตสู่ภาษาจีน


เอกพุทธยาน การตรัสรู้อันสมบูรณ์ที่มีอยู่ในสรรพสัตว์
ตอน พระมัญชุศรีโพธิสัตว์
ข้าขออภิวาทวันทนาการ องค์สมเด็จพระบรมโลกุตราจารย์ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ผู้ทรางปลดเปลื้องอวิชชา เป็นผู้พร้อมด้วยวิชชาและจรณะ พาหมู่สัตว์ผู้ทุกข์ยากข้ามพ้นมหาสาครห้วงมหรรณพสู่พระนิพพานอันพระเสริฐ ฯ
ข้าขอบูชาพระปัญญาคุณแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระปัญญาญาณอันวิเศษที่บังเกิดขึ้น คือ องค์พระมัญชุศรีมหาโพธิสัตว์ พระองค์นั้น ผู้เป็นคุรุแห่งสรรพสัตว์ขอความสิ้นไปแห่งทุกข์ทั้งปวงพึงมีแก่สรรพชีวิต
พระมัญชุศรีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ทรงเป็นโพธิสัตว์ผู้เป็นตัวแทนแห่งพระปัญญาธิคุณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ คือ ปัญญาที่สามารถทำให้พ้นไปจากมายาทั้งปวง ข้ามพ้นโอฆะสงสารอันได้แก่ภพชาติได้
ก็สรรพกิเลสอันใดจองจำสรรพสัตว์ให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่าง ๆ เป็นเครื่องครอบงำกำบังพุทธภาวะ พระมัญชุศรีมหาสัตว์ทรงกำจัดเสียซึ่งพันธนาการทั้งปวง
ธรรมจักรมุทราแสดงให้เห็นว่า สรรพสิ่งล้วนเคลื่อนไปไม่อาจดำรงอยู่อย่างเดิม กอปรด้วยเห็ตุปัจจัยจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั้นว่านั่นเป็นเรา เป็นของเรา นันเป็นเขา นั่นเป็นของเขา
ท่ามกลางการหมุนเวียนก็แสดงนัยยะแห่งศูนยตา
เพราะสรรพสิ่งล้วนเคลื่อนไปไม่อาจดำรงอยู่เองโดยปราศจากเหตุปัจจัยจึงเป็นศูนยตา
พระขรรค์ที่ลุกโชติช่วง หมายถึง ปัญญาที่จะสะบั้นสิ่งลวงตาทั้งมวล รวมถึง อายตนะทั้งหลาย
สิ่งที่ตา เห็น คือ รูป
สิ่งที่หู ได้ยิน คือ เสียง
สิ่งที่จมูก ได้สูดดม คือ กลิ่น
สิ่งที่ลิ้น ลิ้มรสสัมผัส คือ รส
สิ่งที่ถูกต้องกาย คือ สัมผัส
สิ่งที่ใจ รับรู้ คือ อารมณ์ปรุงแต่ง
รูปก็ไม่เที่ยงมิอาจยึดถือ ไม่อาจกำหนดสาระได้ เพราะรูปย่อมแปรเปลี่ยนไปตามเหตุและปัจจัยมากมาย
รูปไม่ใช่ตัวตน
รูปที่เห็นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นและดับไปเท่านั้น
เสียง กลิ่นรส สัมผัส ก็เช่นเดียวกัน
ตาที่ใช้มองก็เหมือนกัน ไม่เที่ยง ไม่อาจยึดถือ ไม่อาจครอบครองหรือบังคับบัญชาแก่เฒ่า ตาก้อฝ้าฟาง ไม่แจ่มใส ตายแล้วก็กลับคืนสู่ธาตุทั้งปวง
จมูก ลิ้นกาย ก็เป็นดังนี้ด้วย
ส่วนใจนั้นเล่า ยิ่งไม่เที่ยงแท้แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นสุขอยู่ตลอดไปได้ เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวรัก เดี๋ยวชัง เดี๋ยวพอ เดี๋ยวโกรธ เปรียบดังมายากล
สิ่งทั้งปวงจึงไม่ควรเข้าไปยึดถือปรุงแต่ง และนี่ก็คือ
ธรรมาวุธ อันโชติช่วงที่จะสะบั้นอุปาทานขันธ์ คือ ความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนให้สิ้นไป
เป็นศาตราวิเศษสุดในมหาตรีสหัสสโลกอนันตจักรวาล
เป็นศาสตราวุธแห่ง ปัญญาธิคุณ ที่สะบันภพชาติและทุกข์ทั้งปวง
ผู้ใดเข้าถึงธรรมาวุธอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้นั้นย่อมลุถึงนิพพาน ได้
อันพระขรรค์นี้ต่างจากเทพอาวุธทั้งหลาย เทพศาสตราใด ๆ นั้นย่อมมีไว้ประหัตประหารผู้อื่น และมักประหารด้วยโทสะ มีไว้ทำลายชีวิต
แต่ธรรมาวุธแห่งองค์พระมัญชุศรีใช้ประหัสประหารอัตตา อหังการ (ความเชื่อว่ามีตัวตน) มมังการ (ความยึดมั่นในของตน) และมายาภาพลวงตาทั้งหลาย เพื่อเข้าถึงการุณยธรรมอันบริสุทธิ์ เป็นศาตราวุธที่ให้ชีวิตอย่างแท้จริง
ผู้ใดที่บูชาองค์พระมหาสัตว์ด้วยปัญญาย่อมเข้าถึงปัญญา
ผู้ใดบูชาองค์พระมหาสัตว์ด้วยมหากรุณา ย่อมเข้าถึงกรุณา
ผู้ใดบูชาองค์มหาสัตว์ด้วยธรรมย่อมเข้าถึงธรรม
บุคคลผู้นั้นแม้อยุ่ท่ามกลางมหาโจร ก็จักไม่เป็นอันตราย
อันมหาโจร คือ
โจรทางตา
โจรทางหู
โจรทางจมูก
โจรทางลิ้น
โจรทางกาย
โจรทางใจ
ทึ่คอยปรุงแต่ง
ให้ รัก
ให้ โกรธ
ให้ หลง
ให้ ยึดติด
เมื่อเข้าถึงแล้วว่าสภาพทั้งปวงเป็นศูนยตา ลักษณะทั้งปวงเป็นมายา
รูปแม้ปรากฏ
เสียงแม้ไพเราะ
จะทำอันตรายอย่างใดได้
และผู้นั้นจะไม่จมลงสู่ห้วงน้ำ คือ สงสารวัฏจักแห่งชาติภพ
สถิตอยู่ท่ามกลางนภากาศ ดุจดวงศศิธร คือ ความมั่นคงไม่ไหวหวั่นไปตามโลกธรรม อันได้แก่
มีลาภ เสื่อมลาภ
มียศ เสื่อมยศ
สุข ทุกข์
สรรเสริญ นินทา
ผู้นั้นย่อมเป็นอิสระจากมายาทั้งปวง
ดำรงอยู่ในสภาวะอันสมบูรณ์ที่ไม่มีอื่นใดมาเปรียบเทียบเคียงได้
นี้คือ ธารณีแห่งพระมหาสัตว์มัญชุศรี ผู้ทรงผลานุภาพด้วยปัญญา
โอม หมายถึง การกำเนิดแห่งสรรพสิ่งเพื่อเข้าสู่ธรรม
อา หมายถึง ธรรมดาแห่งศูนยตา
รา หมายถึง ความบริสุทธิ์จากการเกิดดับโดยสมบูรณ์
ปา หมายถึง บริบูรณ์ภาพแห่งการตรัสรู้
จา หมายถึง ในการลุถึงศูนยตาภาวะอันไม่มีการปฏิบัติเพื่อเข้าถึง
ณา หมายถึง ศูนยตาเป็นภาวะอันสมบูรณ์ยิ่งด้วยตัวเอง
ตี หมายถึง ปัญญาญาณ พาหนะ คือ ปัญญา อันลุแก่พระนฤพาน ฯ
ครั้งหนึ่ง คหบดีจีนท่านหนึ่ง ต้องการเลี้ยงพระทั้งวัดบนภูเขาอู่ไถ่
พระจึงชักชวนคนยากจนมารับทานด้วย
เพราะพระโพธิสัตต์มัญชุศรีมักจะสอนเน้นให้คนทั้งหลายมีความเสมอกัน ไม่แบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจน ไม่แบ่งแยกระหว่างพระกับฆราวาส
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงใคร่อยากรู้ใจมนุษย์
จึงจำแลงร่างเป็นหญิงขอทานที่กำลังตั้งครรภ์
คหบดีรำคาญใจมากที่เห็นชาวบ้านพวกนี้
เพราะตั้งใจมาทำบุญเลี้ยงพระเพียงอย่างเดียว
ครั้นมาถึงคิวหญิงขอทาน
นางบอกว่า ต้องการข้าว 2 จาน จานหนึ่งสำหรับตนเอง อีกจานหนึ่งสำหรับลูกในท้อง
เจ้าของงานไม่ยอม
นางจึงไม่ยอมกินอาหารนั้นและเดินออกจากวิหารไป กลายเป็นพระมัญชุศรีโพธิสัตต์เหาะขึ้นท้องฟ้าด้วยเทพบริวารตระการตา เป็นเหตุให้เจ้าของงานและทุกคนที่อยู่สถานที่นั้นก้มกราบขมาลาโทษต่อพระโพธิสัตต์กันถ้วนหน้า
ตั้งแต่นั้นมา ถือเป็นนโยบายของเขาอู่ไถ่ว่า
หากต้องการเลี้ยงพระก็ต้องทำทานต่อผู้ยากไร้ด้วย
พระโพธิสัตว์เปรียบดั่งดวงจันทร์ ที่ส่องส่างไม่เลือกชั้นวรรณะ จนหรือรวย เป็นคนหรือเป็นสัตว์ ดีหรือชั่ว ขอให้สรรพชีวิตจงมีกรุณาแก่กัน ขอพระสัทธรรมอันเปรียบประดุจดวงภานุมาศจงเจิดจ้าเหนือห้วงมหรรณพเป็นนิรันดร์เทอญฯ
ที่มา ;
http://www.sookjai.com/index.php?topic=3133.0

เคารพและให้เกียรติ

๐ เคารพและให้เกียรติ ๐
“...ไม่ว่าเธอจะเป็นพระหรือฆราวาส ถ้าเธอเป็นผู้ปฏิบัติตามพุทธธรรมอย่างบริสุทธิ์แท้จริง เธอจะสามารถลุถึงความเคารพนอบน้อมในทุกแห่งที่เธอไป และเธอจะได้พบกับมรรคาที่ชัดเจนและกว้างขวาง ถ้าเธอสามารถมีจิตใจที่เปิดกว้างเช่นนี้ เธอจะไม่มีความเห็นแก่ตัวในจิตใจ และในทุกสิ่งที่เธอทำ เธอจะทำเพื่อผู้อื่น ไม่ว่าเธอจะไปแห่งใด ผู้คนก็จะต้องการติดต่อสัมพันธ์กับเธอ และในขณะที่เธอสามารถติดต่อสัมพันธ์กับทุกๆคนได้นั้นเอง เธอก็จะสามารถติดต่อสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ นี่คือประสิทธิผลอันยิ่งใหญ่ของความเคารพนอบน้อม
เราควรจะดูแบบอย่างจากพระพุทธองค์ในการเรียนรู้วิธีการแสดงความเคารพ พระพุทธเจ้าศากยมุนีไม่เพียงแต่จะทรงแสดงความเคารพและให้เกียรติแด่พระพุทธเจ้าในอดีตทั้งหลาย แต่พระองค์ยังทรงแสดงความเคารพต่อสรรพสัตว์ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นี่คือสาระสำคัญของพุทธศาสนา...
...เธอควรนำวิธีการให้เกียรติและการเคารพต่อทุกๆคนรอบตัวเธอดังเช่นนี้มาใช้ ก็ด้วยความเคารพให้เกียรติอันไม่มีประมาณเช่นนี้แหละ เธอจะไม่สูญเสียความสงบในใจของเธอ เธอไม่เพียงแต่ควรแสดงความเคารพต่อผู้ที่เป็นคนดี เธอควรแสดงความเคารพต่อผู้ที่เป็นคนไม่ดีด้วย เพราะว่าสิ่งใดก็ตามที่คนเหล่านี้ได้กระทำให้ตนเองเป็นคนไม่ดี ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เธอควรจะนำทัศนคติแห่งความเสมอภาคต่อทุกๆคนมาใช้ และเมื่อนั้นเธอจะไม่มีความโกรธหรือความเกลียดชัง จิตใจของเธอจะสงบ บริสุทธิ์ และมั่นคง
พระพุทธเจ้าคือบุคคลแบบใด? พระองค์คือผู้ที่ให้ความสำคัญแก่ผู้อื่นมากกว่าตนเองเสมอ คือผู้ที่ไม่มีความคิดความปรารถนาเพื่อตนเอง เพราะพระองค์ทรงมีจิตใจเช่นนี้ พระองค์จึงสามารถอุทิศทุกๆสิ่งที่ทรงมีให้แด่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าเธอสามารถดำเนินตามอย่างที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้ เธอก็จะไม่มีความปรารถนาและความเห็นแก่ตัว และด้วยความไม่เห็นแก่ตัว การกระทำของเธอจะแสดงความซื่อตรงในทุกแห่งที่เธอไป เธอจะเผยให้เห็นความบริสุทธิ์และความซื่อตรงในทุกการกระทำของเธอ...”
/พระอาจารย์เหรินจุ้น (พ.ศ.๒๔๖๒ – ๒๕๕๔) พระอาจารย์ผู้ก่อตั้ง Bodhi Monastery เมืองซัสเซ็กซ์ เคาน์ตี รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
Bodhi Monastery มุ่งเผยแผ่พุทธธรรมโดยไม่แบ่งแยกนิกาย ตามประณิธานของพระอาจารย์อิ้นซุ่น พระอาจารย์ผู้เป็นปราชญ์รูปสำคัญของพุทธศาสนาในจีน (และเป็นอาจารย์ของท่านเหรินจุ้น) ซึ่งมุ่งให้ความสำคัญแก่การศึกษาแก่นแท้ของพุทธศาสนามากกว่ารูปแบบหรือขั้นตอนในพิธีกรรมของนิกายต่างๆ
*ส่วนหนึ่งมาจากพระะรรมเทศนา Respect: The Basis for Compassion and Wisdom รวมอยู่ในหนังสือ Great Bodhi Mind: A Collection of Dharma Talks By Ven. Jen-chun
___________
ที่มา : ZEN

วันศุกร์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2558

ภาว.พุทโธ

คำสอน ระหว่าง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล กับ สามเณร รูปหนึ่ง :
หลวงปู่ ให้สามเณร เริ่มที่การนั่ง เมื่อนั่งเข้าที่ เข้าทางแล้ว ก็ให้หลับตา ภาวนา "พุทโธ" ไว้ อย่าส่งใจไปคิดถึงสิ่งอื่น ให้นึกถึงแต่ พุท โธ พุทโธอย่างเดียว ให้จดจำไว้ และนำไปปฏิบัติต่อไป ตามที่หลวงปู่สอน
จิตใจ เป็นสิ่งที่ไม่หยุดนิ่ง มักจะคิดฟุ้งซ่าน ไปโน่นไปนี่เสมอ ในระยะเริ่มต้น คนที่ไม่เคยฝึกมาก่อน อยู่ ๆ จะไปบังคับให้มันหยุดนิ่ง คิดอยู่แต่ พุทโธ ประการเดียว เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก
ด้าน สามเณร เมื่อภาวนาไปตามที่หลวงปู่สอนได้ระยะหนึ่ง ก็เกิดความสงสัยขึ้น จึงเรียนถามหลวงปู่ว่า "เมื่อหลับตาภาวนาแต่พุทโธแล้ว จะเห็นอะไรครับหลวงปู่"
หลวงปู่บอก "อย่าได้สงสัย อย่าได้ถามเลย ให้เร่งรีบภาวนาไปเถิด ให้ภาวนาพุทโธไปเรื่อยๆ แล้วมันจะรู้เองเห็นเองแหละ"

ในการพิจารณาธรรม จนเกิดวิมุตติ



ในการพิจารณาธรรม จนเกิดวิมุตติหรือบรรลุธรรมนั้น
จะต้องมีโยนิโสมนสิการ คือมีการพิจารณาใคร่ครวญ ให้เห็นถึงต้นเหตุ คือต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบครอบทุกแง่มุมและสืบไปให้ถึงต้นเหตุจริงๆ จนจิตบังเกิดความหลุดพ้น (วิมุตติ) ซึ่งเรียกว่าเป็น การเห็นสัจธรรม ซึ่งในขณะที่มีการเห็นสัจธรรม หรือเห็นความจริงแท้ของธรรมชาตินั้นจะมีลำดับขั้นในการเห็นโดยละเอียด อยู่ถึง ๙ ขั้น อันได้แก่
๑. อนิจจตา เห็นความไม่เที่ยง
๒. ทุกขตา เห็นความต้องทน
๓. อนัตตา เห็นความไม่ใช่ตัวตน
๔. ธัมมัฏฐิตตา เห็นความที่มันตั้งอยู่ โดยความเป็นอย่างนั้น
๕. ธัมมนิยามตา ห็นความที่มันเป็นไปตามกฎของธรรมชาติอย่างนั้น
๖. อิทัปปัจจยตา เห็นความที่มันเป็นไปตามปัจจัย
๗. สุญญตา เห็นความว่างจากตัวตน
๘. ตถตา เห็นความที่มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง
๙. อตัมมยตา เห็นสภาวะจิตที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้หวั่นไหวได้
เมื่อเรายกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (เช่น รูปขันธ์) ขึ้นมาเพ่งพิจารณา
ให้เห็นความไม่เที่ยง (หรือการเกิด-ดับ) อย่างแรงกล้า (ด้วยสมาธิ) ก็จะมองเห็นความทุกข์และถ้าเพ่งมองทุกข์ต่อไปอย่างแรงกล้า ก็จะมองเห็นความไม่ใช่ตัวตน และถ้าเพ่งมองไปไม่หยุด ก็จะบังเกิดการเห็นต่อไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายจิตก็จะเกิดความเห็นแจ้ง ในความเป็นเช่นนั้นเอง แล้วจิตก็จะหลุดพ้น และมองเห็นสภาวะจิตที่หลุดพ้น ที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่งให้หวั่นไหวได้อีกต่อไป ซึ่งการเห็นทั้งหมดนี้ จะเกิดต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว แต่เราสามารถแยกแยะ ออกมาให้ศึกษาได้ถึง ๙ ขั้น โดยในแต่ละขั้นนั้นจะเรียกว่าเป็น ญาณ ที่หมายถึง ความรู้ที่เกิดมาจากการปฏิบัติ แต่ญาณทั้ง ๙ ขั้นนี้เมื่อสรุปแล้วจะเหลือเพียง ๒ ญาณ อันได้แก่
๑. ธัมมฐิติญาณ ญาณที่เห็นความตั้งอยู่ของธรรมชาติ
๒. นิพพานญาณ ญาณที่เป็นส่วนของการดับทุกข์
ญาณทั้งหลายถ้ายังไม่ถึงกับดับทุกข์ได้ จะสรุปลงในธัมมฐิติญาณ คือยังเป็นเพียงการเห็นความตั้งอยู่ ของธรรมชาติเท่านั้น แต่ถ้านิพพานปรากฏแล้ว
ก็จะเกิดนิพพานญาณคือ จะเกิดความรู้ว่านิพพานปรากฏแล้ว
ถูกต้องแล้ว ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว....